พลเรียนเสวนาครั้งที่ 8 “การศึกษาในสังคมหลังสมัยใหม่”

กลุ่มพลเรียน ร่วมกับศูนย์พหุวัฒนธรรมและนโยบายการศึกษา โครงการปริญญาเอกพหุวัฒนธรรม และภาควิชาพื้นฐานการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  จัดงานเสวนา “การศึกษาในสังคมหลังสมัยใหม่”  ณ ห้อง EB 4509  โดยมีรองศาสตราจารย์ ดร.ไชยันต์ รัชชกูล คณะรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา และ อาจารย์   ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นผู้นำเสวนาหลัก  สำหรับการเสวนาครั้งนี้มี นายธนพงษ์ หมื่นแสน ตัวแทนกลุ่มพลเรียน และ Group of Comrades เป็นผู้ดำเนินรายการ โดยผู้เข้าร่วมครั้งนี้มีจำนวน 40 กว่าคน

รองศาสตราจารย์ ดร.ไชยันต์ รัชชกูล อาจารย์ คณะรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา กล่าวถึงนิยามความหมายของคำว่า Post Modern ซึ่งเป็นแนวคิดแบบหนึ่งที่เป็นลักษณะการออกแบบการก่อสร้าง มีจุดเริ่มต้นมาจากสถาปัตยกรรม และได้ยกตัวอย่างเปรียบเทียบถึงการจัดการศึกษาในสังคมไทยเหมือนกับการออกแบบที่อยู่อาศัยหรือการสร้างถนน เป็นการกำหนดวิถีชีวิตจะต้องเดินตามเส้นทางที่ได้กำหนดไว้เท่านั้น และการศึกษาสมัยใหม่ยังได้โยงไปถึงการจัดการทรัพยากรมนุษย์อีกด้วย จะเห็นได้จากความต้องการของตลาดในสังคมเช่น คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มีการวางแผนพัฒนาประเทศ 20 ปี และได้กำหนดความต้องการของสาขาอาชีพในอนาคตไว้ ส่งผลให้เกิดการศึกษาเพื่อตอบโจทย์อาชีพที่เป็นความต้องการของสังคมมากกว่า ที่จะเรียนในสาขาวิชาที่ชอบหรือจบมาแล้วอาจจะไม่มีงานทำเช่น วรรณกรรม ภาษาบาลี เป็นต้น

อาจารย์   ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่าสังคมไทยได้อธิบายความหมายคำว่า บวร เป็นคำหรือตัวแทนการเล่าถึงเรื่องราวของชาติ ผ่านระบบการศึกษา โรงเรียน บ้าน และวัด ซึ่งเป็นระบบการศึกษาแบบอุดมคติที่จะสร้างคนให้เป็นคนดี แต่ในอีกมุมมองหนึ่ง ได้สะท้อนคำว่า บวร ผ่านมุมมองและประสบการณ์ชีวิตของตนเอง  ว่าอุดมการณ์ที่มาทับกัน แย่งชิงพื้นที่ทางอำนาจบ้าน-วัด-โรงเรียนที่เป็นตัวแทนของความดี และยังเป็นความท้าทายทางอุดมการณ์ทั้งทางความคิด การเคลื่อนไหว และเชิงโครงสร้าง เห็นได้จากกลุ่มนักศึกษาที่ออกมาแสดงความคิดเคลื่อนไหวกิจกรรมเรียกร้องการศึกษาต่างๆ หรือกลุ่มพลเรียนที่เคยมีการไปยืนยื่นจดหมายถึง รมช.ศธ. เป็นการเรียกร้องและท้าทายในเชิงโครงสร้างรูปแบบหนึ่งได้ ขณะที่มีคนกลุ่มหนึ่งที่พยายามจะยกศาสนาหนึ่งขึ้นมาเป็นศาสนาประจำชาติ ซึ่งในต่างประเทศจะไม่มีการนำศาสนาใดศาสนาหนึ่งมาเป็นศาสนาประจำชาติเพราะเป็นต้นเหตุของปัญหามากมาย

อาจารย์ศรยุทธ-เอี่ยมเอื้อยุทธ-คณะวิจิตรศิ-1024x680

ภาพที่ 1 อาจารย์ศรยุทธกำลังบรรยาย

สำหรับนักศึกษาได้มีการให้มุมมองการศึกษาในสังคมหลังสมัยใหม่ไว้หลายประเด็น ดังที่ นายวัฒนา คุณประดิษฐ์ นักศึกษาปริญญาเอก คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  กล่าวถึงปัญหาของการจัดการระบบการศึกษาของไทยที่เน้นในมิติการศึกษาแบบนำความรู้ยัดเข้าสู่ผู้เรียน โดยเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง ระบบการศึกษาด้วยตนเอง สามารถออกแบบการศึกษาให้เหมาะกับตัวผู้เรียนได้ มีค่าใช้จ่ายที่ประหยัดสามารถนำความรู้ที่ได้ไปลงปฏิบัติได้จริง แตกต่างกับการศึกษาในระบบที่มุ่งเน้นศึกษาตามแผนโครงสร้างที่ได้วางเอาไว้ ใช้ทรัพยากรในการพัฒนามีมูลค่าสูง และบางครั้งการศึกษาในระบบก็ไม่ตอบรับกับวัฒนธรรมบางพื้นที่ จึงสรุปว่าการศึกษานอกระบบมีส่วนในการสร้างการเรียนรู้มากกว่าการศึกษาในระบบ

23เม.ย.59ข่าวพลเรียน_2991-1024x680

ภาพที่ 2 ภาพบรรยากาศระหว่างการเสวนา

นายอรรถพล ประภาสโนบล นักศึกษาปริญญาตรี คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึงการออกแบบระบบการศึกษาของไทยที่ฝังความเป็นชาตินิยมเข้าในระบบการศึกษา และอีกทั้งครูหรือผู้ให้การศึกษา มักตรวจสอบนักเรียนอยู่เสมอว่า ได้รับความรู้ที่ตนเองสอนได้มากน้อยแค่ไหน แต่กลับไม่ตรวจสอบหรือตั้งคำถามกับความรู้ที่ตนเองได้มอบให้กับนักเรียนนั้นถูกต้องหรือไม่ เพราะปัจจุบันจะเห็นได้ว่าความรู้ถือเป็นเครื่องมือของการคุมอำนาจ หากความรู้ที่ได้สอนให้กับนักเรียนเป็นความรู้ที่ผิด นักเรียนก็จะไม่มีทางรู้ได้อย่างแท้จริง

ด้าน นางสาว ดารุณี องค์มิ้น นักศึกษาปริญญาตรี คณะศึกษาศาสตร์  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึงการเป็นครูในการศึกษาต้องมีการวิเคราะห์และเข้าใจในระบบการศึกษา จะเห็นได้ว่าการศึกษามีส่วนการเชื่อมโยงกับการเมืองสะท้อนให้เห็นว่าบางทีครูก็โดนระบบของการศึกษากลืนไป และบางครั้งก็ต้องมีความเข้าใจในความแตกต่างของชาติพันธุ์ด้วย เช่นการที่มีคนหัวเราะชาวพม่าที่พูดภาษาไทยไม่ชัดสะท้อนให้เห็นว่ายังมีคนที่ไม่เข้าใจความหลากหลายของชาติพันธุ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องแก้ไข

ขณะที่นางมัจฉา พรอินทร์ นักศึกษาปริญญาโท คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึงความเป็นธรรมทางการศึกษาในสังคม โดยกล่าวถึงการเข้าศึกษาในระดับปริญญาตรีของตนเอง ที่ครั้งแรกตอนที่ยืนคะแนน o-net ปรากฏว่าคะแนนสะสมของตนเองถูกตัดจาก 20 % เหลือ 5 % ส่งผลทำให้ตนเองไม่สามารถเข้ามหาวิทยาลัยที่ต้องการได้ จากนั้นตนเองก็ได้พยายามสอบจนได้ที่ ม.เชียงใหม่ และภายหลังเข้ามาศึกษาแล้ว ตนเองได้ต่อสู้เพื่อสิทธิการศึกษาของสตรีมาโดยตลอด โดยสร้างพื้นที่การศึกษาให้สตรีบนชาวเขา จนมีสตรีชาวเขาทีได้รับทุนช่วยเหลือแต่ละปีกว่า 100 คน

13072141_995985353824488_1217617944_o

ภาพที่ 3 ผู้เสวนาและผู้เข้าร่วมถ่ายรูปร่วมกันเป็นที่ระลึก

ขอบคุณข่าวจาก northpublicnews

กดรับชมบันทึกวีดีโอการเสวนาได้ที่นี้

 

เมษายน 28th, 2016

ใส่ความเห็น